ประโยชน์และผลข้างเคียงของชาเยอร์บามาเต้ – ชามาเต อันตรายไหม?

ประโยชน์และผลข้างเคียงของชาเยอร์บามาเต้ – ชามาเต อันตรายไหม?

หลายคนสงสัยว่า ชามาเต อันตรายไหม? ในหน้านี้เราจะอธิบายทั้งประโยชน์ คุณค่าทางโภชนาการ และผลข้างเคียงของชาเยอร์บามาเต้ พร้อมเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างกาแฟ ชาเขียว และมัทฉะ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าชามาเตเหมาะกับคุณหรือไม่

ชาเยอร์บามาเต้เป็นพืชจากสกุล Ilex paraguariensis มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ นิยมนำใบและก้านมาทำให้แห้ง บด และแช่ในน้ำร้อนเพื่อชงเป็นเครื่องดื่มแบบดั้งเดิม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ดื่มกันมาหลายศตวรรษในหมู่วัฒนธรรมละติน เพราะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และดีต่อสุขภาพ

ถ้าอยากเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมว่าเยอร์บามาเต้คืออะไร มาจากไหน และมีวิธีดื่มยังไง คลิกลิงก์ด้านล่างได้เลย

คุณค่าทางโภชนาการในเยอร์บามาเต้

ตัวเลขปริมารสารอาหารในเยอร์บามาเต้ที่เราจะพูดถึงเป็นค่าที่ได้จากการชง 3 รูปแบบที่นิยมกันมากที่สุดตามงานวิจัยนี้

มาเต้ชนิดซอง

มาเต้ชนิดซอง (ร้อน)

ถุงชา 3 กรัม ชงในน้ำเดือด 180-250 มล.
ลองดื่มชามาเต้ครั้งแรก – งานชิมอาหารนานาชาติในประเทศไทย

มาเต้แบบดั้งเดิม (ร้อน)

เยอร์บามาเต้ 50 กรัม ชงในแก้วกับน้ำร้อน 500 มล. (70-75°C)

มาเต้แบบเตเรเร่

มาเต้แบบเตเรเร่ (เย็น)

คล้ายกับวิธีการชงแบบดั้งเดิมแต่ใช้น้ำเย็นแทน (10°C)

สารอาหารหลัก

เยอร์บามาเต้เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% มีแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตต่ำ (หากดื่มแบบไม่เติมน้ำตาล) แต่อุดมด้วยสารอาหารที่จำเป็นและมีคาเฟอีนในปริมาณปานกลาง

มาเต้แบบดั้งเดิม (50g) มาเต้แบบเตเรเร่ (50gr) มาเต้ชนิดซอง (3g/แก้ว) กาแฟ (2g/แก้ว) มัทฉะ (2g/แก้ว)
แคลอรี่ ~20-40 kcal ~15-35 kcal ~2 kcal ~1 kcal ~3-5 kcal
คาร์บ ~9g ~8g ~0g ~0g ~1g
โปรตีน - - - - -
ไขมัน - - - - -

เช่นเดียวกับกาแฟหรือชาเขียว เยอร์บามาเต้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ทำ IF หรือผู้ที่ทาน Keto แต่การชงเยอร์บามาเต้แบบดั้งเดิม (หรือแบบเตเรเร่) อาจมีแคลอรี่มากกว่าเพราะต้องใช้ผงชาค่อนข้างเยอะ

หมายเหตุ: ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณ โปรดดูปริมาณสารอาหารที่แน่ชัดบนบรรจุภัณฑ์ของแต่ละแบรนด์

วิตามินและแร่ธาตุ

เยอร์บามาเต้เป็นแหล่งวิตามิน B ชั้นดี โดยเฉพาะ B1 (Thiamine) และ B6 (Pyridoxine) จึงนับเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยฟื้นฟูระบบเผาผลาญและระบบประสาทได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังมีแร่ธาตุที่จำเป็นในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะแมกนีเซียม

ในตารางต่อไปนี้ เราจะไม่นำมาเต้ชนิดซอง กาแฟ และมัทฉะมาเปรียบเทียบ เนื่องจาก 1 แก้วมีปริมาณเพียง 2-3 กรัม ซึ่งมีวิตามินและแร่ธาตุค่อนข้างน้อย

มาเต้แบบดั้งเดิม (50gr ชงกับน้ำร้อน) Thai RDI มาเต้แบบเตเรเร่ (50gr ในน้ำเย็น) Thai RDI
Potassium (K) 50mg 1.43% 20.82mg 0.59%
Magnesium (Mg) 29mg 8.29% 16.59mg 4.74%
Calcium (Ca) 40mg 4.00% 21.95mg 2.20%
Phosphorus (P) 23mg 2.30% 10.64mg 1.06%
Iron (Fe) 1mg 4.55% 0.55mg 2.50%
Sodium (Na) 7mg n/a 5.54mg
Thiamine (B1) 0.74mg 61.67% 0.08mg 6.67%
Niacin (B3) 0.64mg 4.00% -
Pyridoxine (B6) 0.47mg 36.15% -
Vitamin C 2.6mg 2.60% 1.18mg 1.18%

สรุป

  1. การชงร้อนมีประสิทธิภาพในการสกัดวิตามินและแร่ธาตุออกมาได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการชงเย็น
  2. เยอร์บามาเต้มีวิตามิน B1 และ B6 สูง
  3. แม้เยอร์บามาเต้จะมีวิตามินและแร่ธาตุจำนวนมาก แต่คาเฟอีนก็อาจส่งผลให้ร่างกายดูดซึมได้น้อยลง

เยอร์บามาเต้ช่วยชูกำลัง เสริมสมาธิ และสร้างความแข็งแรง

เยอร์บามาเต้ช่วยชูกำลัง เสริมสมาธิ และสร้างความแข็งแรง

เยอร์บามาเต้เป็นสารกระตุ้นจากธรรมชาติที่มีความพิเศษ เพราะช่วยชูกำลัง เสริมสมาธิ และสร้างความแข็งแรงของร่างกายไปพร้อมๆ กัน โดยปกติแล้ว คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้ร่างกายตื่นตัวอย่างรวดเร็วแต่ดรอปลงในระยะเวลาสั้นๆ ส่วนเยอร์บามาเต้จะมีคาเฟอีนบูสที่สมูธและยาวนานกว่า เพราะมีทั้งส่วนประกอบของคาเฟอีน ธีโอโบรมีน วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ

ในอเมริกาใต้ ผู้คนมักจะดื่มเยอร์บามาเต้ก่อนการเล่นกีฬา ดื่มขณะทำงาน หรือตอนอ่านหนังสือ เพราะอีเนอจี้บูสที่บาลานซ์จากการดื่มเยอร์บามาเต้จะทำให้มีสมาธิจดจ่อและเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วขึ้น

สารกระตุ้นในเยอร์บามาเต้

  • คาเฟอีน: สารกระตุ้นที่มีอยู่มากที่สุดในเยอร์บามาเต้ อย่างที่หลายคนทราบกันว่าจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เพิ่มความตื่นตัว และเสริมสร้างสมาธิ
  • Theobromine: พบได้ในช็อคโกแลต ทำให้จิตใจสงบและสมองโปร่งโล่ง
  • Theophylline (มีน้อย): ช่วยขยายหลอดลมทำให้มีอากาศหมุนเวียนไปสู่ปอดมากขึ้น แต่ในเยอร์บามาเต้มี Theophylline น้อยมากจนแทบไม่มีผลต่อร่างกาย

เมื่อสารกระตุ้นเหล่านี้มารวมตัวกันจะทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าโดยไม่เกิดอาการใจสั่นแบบที่มักเกิดจากการดื่มกาแฟ โดยเฉพาะถ้าดื่มเยอร์บามาเต้แบบวิธีดั้งเดิมที่จะต้องรีฟิลน้ำและจิบเรื่อยๆ ตลอดวัน การสกัดคาเฟอีนและสารอาหารอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายก็จะเป็นไปอย่างช้าๆ

เยอร์บามาเต้มีคาเฟอีนเท่าไหร่?

ปริมาณคาเฟอีนในเยอร์บามาเต้แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อมการเพาะปลูก ขั้นตอนการผลิต และวิธีชง เช่น หากปลูกในที่ร่มจะมีคาเฟอีนน้อยกว่า และเทคนิคการทำให้แห้งก็ส่งผลต่อทั้งระดับคาเฟอีนและสารต้านอนุมูลอิสระด้วย

ค่าประมาณต่อไปนี้ได้มาจากงานวิจัยเยอร์บามาเต้แบรนด์ต่างๆ ในอาร์เจนตินา โปรดศึกษาปริมาณคาเฟอีนที่แน่ชัดจากข้อมูลของผู้ผลิตโดยตรง

เครื่องดื่ม ปริมาณคาเฟอีน (mg)
มาเต้แบบดั้งเดิม (50g) 350–450 mg
มาเต้แบบเตเรเร่ (50g) 200 mg
มาเต้ชนิดซอง (3g/แก้ว) 20–40 mg
กาแฟสำเร็จรูป (2g/แก้ว) 60–80 mg
มัทฉะ (2g/แก้ว) 25–45 mg
สรุป
  1. มาเต้ชนิดซองมีปริมาณคาเฟอีนใกล้เคียงกับมัทฉะ
  2. มาเต้แบบดั้งเดิมและแบบเตเรเร่มีคาเฟอีนสูงกว่ามากเนื่องจากต้องเติมน้ำร้อนซ้ำหลายครั้งและใช้ผงชาเยอะกว่า
  3. เมื่อเทียบกับมัทฉะ เยอร์บามาเต้จะไม่มี L-theanine (สารประกอบในชาเขียวที่ทำให้ผ่อนคลาย) ดื่มแล้วจึงรู้สึกตื่นตัวกว่า
  4. เมื่อเทียบกับกาแฟ เยอร์บามาเต้จะบูสพลังงานได้สมูธและยาวนานกว่า ทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดอาการใจสั่นจากการรับคาเฟอีนปริมาณสูง โดยเฉพาะการชงแบบวิธีดั้งเดิมที่จะค่อยๆ สกัดคาเฟอีนออกมาโดยการรีฟิลน้ำร้อนซ้ำๆ

สารต้านอนุมูลอิสระในเยอร์บามาเต้ดีกว่าในชาเขียวจริงหรือ?

สารต้านอนุมูลอิสระในเยอร์บามาเต้ดีกว่าในชาเขียวจริงหรือ?

เยอร์บามาเต้ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยต่อสู้กับความเครียดออกซิเดชั่น ป้องกันมะเร็งและการอักเสบ เสริมสร้างสุขภาพโดยรวม ที่ผ่านมาชาเขียวมักได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ แล้วเยอร์บามาเต้ล่ะเทียบได้ไหม?

สารต้านอนุมูลอิสระหลักๆ ในเยอร์บามาเต้คือกรดคลอโรจีนิกและอนุพันธ์ของกรดอินทรีย์ Dicaffeoylquinic สารเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการต้านการอักเสบ ส่วนในชาเขียวจะอุดมด้วยคาเทชิน โดยเฉพาะ Epigallocatechin Gallate (EGCG) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มการเผาผลาญและต่อต้านมะเร็ง

อะไรมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า?

งานวิจัยที่วัดปริมาณโพลีฟีนอลทั้งหมด (TPC) (สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่พบได้ในอาหาร) ได้สรุปผลวิจัยว่า “เยอร์บามาเต้มีโพลีฟีนอลสูงกว่าในชาเขียว” ดังนี้

เครื่องดื่ม ปริมาณโพลีฟีนอล (มก. ต่อ 100 มล.)
มาเต้ร้อน (แบบดั้งเดิม) 586 mg
มาเต้เย็น (แบบเตเรเร่) 220 mg
ชาเขียวชนิดซอง (2-3 กรัม) 217 mg
มาเต้ชนิดซอง (2-3 กรัม) 150 mg

จะเห็นได้ว่าเยอร์บามาเต้ร้อนมีโพลีฟีนอลสูงกว่าชาเขียวเกือบสามเท่า!

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปอ่านวิจัยโดยละเอียด เราพบช่องโหว่บางอย่างในการวัดผล

มีการทดสอบเยอร์บามาเต้ (“ชงแบบวิธีดั้งเดิม”) โดยใช้เยอร์บามาเต้ 30-50 กรัม ในขณะที่การทดสอบชาเขียวมีใบชาเพียง 2-3 กรัมต่อซอง สิ่งนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะหากทดสอบโดยใช้ใบชาเขียว 30-50 กรัม ก็เป็นไปได้ว่าชาเขียวมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระโดยรวมสูงกว่ามาก

สรุป

  • ทั้งเยอร์บามาเต้และชาเขียวต่างก็มีคุณประโยชน์อย่างมากจากสารต้านอนุมูลอิสระ แม้บางครั้งงานวิจัยจะพบว่าเยอร์บามาเต้มีโพลีฟีนอลสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการทดสอบด้วย หากจะให้ยุติธรรมกว่า ก็ควรใช้ใบชาแห้งในปริมาณที่เท่ากันสำหรับเครื่องดื่มทั้งสองประเภท
  • การชงเยอร์บามาเต้แบบวิธีดั้งเดิมถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด แต่การดื่มเยอร์บามาเต้นั้นสามารถผสมสมุนไพรอื่นๆ ลงไปได้ หากนำไปผสมกับชาเขียว ก็คงได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และได้สารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายขึ้น

เยอร์บามาเต้ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?

เยอร์บามาเต้ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?

หลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเยอร์บามาเต้กล่าวอ้างว่าช่วยลดน้ำหนักได้ แม้ว่าเยอร์บามาเต้เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้โดยตรง แต่ก็ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์หากบริโภคควบคู่กับการคุมอาหารและการออกกำลังกาย

มีงานวิจัยระบุว่าเยอร์บามาเต้มีส่วนช่วยต่อการควบคุมน้ำหนักเพราะ 2 คุณสมบัติ ดังนี้

ลดความหิว

เยอร์บามาเต้ช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้คุณควบคุมปริมาณอาหารได้ง่ายขึ้น โดยมีงานวิจัยหนึ่งระบุว่าเยอร์บามาเต้ช่วยเพิ่มฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่มอย่าง Glucagon-like Peptide-1 (GLP-1) ทั้งยังช่วยชะลอการระบายของกระเพาะอาหาร จึงทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น​ด้วย

โดยสรุปแล้ว ผู้ที่ดื่มเยอร์บามาเต้จะรู้สึกหิวน้อยลงและทำให้ไม่อยากอาหารทั้งในระหว่างและหลังออกกำลังกาย​

กลไกนี้คล้ายกับกลไกการทำงานของยา Ozempic (เซมากลูไทด์) โดยเซมากลูไทด์คือตัวกระตุ้นตัวรับ GLP-1 นั่นหมายความว่าเซมากลูไทด์นี้จะเข้ามาทำหน้าที่แทนฮอร์โมน GLP-1 เพื่อควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่ Ozempic เป็นยาสำหรับโรคเบาหวานและการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ แต่เยอร์บามาเต้ถือเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยกระตุ้น GLP-1 ได้ตามธรรมชาติ โดยจะมีเอฟเฟกต์อ่อนกว่าเมื่อเทียบกับยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์

นอกจากจะช่วยเพิ่ม GLP-1 แล้ว การดื่มเยอร์บามาเต้แบบวิธีดั้งเดิมทำให้คุณต้องดื่มของเหลวในปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นด้วย

เร่งการเผาผลาญไขมัน

เยอร์บามาเต้มีคุณสมบัติในการสร้างพลังงานความร้อนให้ร่างกายซึ่งช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันได้ มีงานวิจัยระบุว่าการดื่มเยอร์บามาเต้ก่อนออกกำลังกายสามารถเพิ่มการออกซิไดซ์กรดไขมันได้ประมาณ 23% ช่วยให้ร่างกายนำไขมันมาใช้เป็นพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีอีกงานวิจัยหนึ่งได้นำหนูที่กินอาหารไขมันสูงมาทดลอง แล้วพบว่าเยอร์บามาเต้ช่วยลดไขมันในร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยซ่อมแซมยีนการเผาผลาญได้

สรุป

  • เยอร์บามาเต้มีส่วนช่วยลดน้ำหนัก แต่ไม่ใช่ยาลดน้ำหนัก เพราะเป็นเพียงตัวช่วยที่เข้ามาเสริมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกาย ซึ่งต้องทำควบคู่กันไป
  • Ozempic เป็นยาชนิดใหม่ที่ได้รับความนิยมซึ่งช่วยให้รู้สึกหิวน้อยลง เมื่อเทียบกันแล้ว เยอร์บามาเต้จะมีเอฟเฟกต์อ่อนกว่า เพราะเป็นการช่วยลดความอยากอาหารด้วยวิธีธรรมชาติพร้อมกับช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน

คุณประโยชน์อื่นๆ

นอกจากสรรพคุณที่พูดถึงไปแล้ว เยอร์บามาเต้ยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ อีก ดังนี้

  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: เยอร์บามาเต้ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินไวขึ้นและลดระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง จึงถือเป็นตัวช่วยที่มีศักยภาพสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และช่วยรักษาระดับพลังงานให้คงที่ตลอดวัน
  • ลดระดับคอเลสเตอรอล: มีงานวิจัยระบุว่าเยอร์บามาเต้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LDL (ไขมันเลว) และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอล HDL (ไขมันดี) ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจได้
  • ปกป้องระบบประสาทจากโรคพาร์กินสัน: เยอร์บามาเต้อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยปกป้องความเสียหายของเซลล์สมอง และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบบประสาทเสื่อมอย่างโรคพาร์กินสันได้
  • เพิ่มความหนาแน่นมวลกระดูก: มีงานวิจัยระบุว่าเยอร์บามาเต้ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก แม้แต่ในผู้หญิงวัยทอง โดยมีสารอาหารจากธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน

เยอร์บามาเต้ดื่มแล้วติดไหม?

เยอร์บามาเต้มีคาเฟอีนซึ่งมีฤทธิ์เสพติดแบบอ่อนคล้ายกับกาแฟหรือชา บางคนหากหยุดดื่มกะทันหันจะมีอาการข้างเคียง เช่น ปวดหัวหรืออ่อนล้า อย่างไรก็ตาม เยอร์บามาเต้ไม่ทำให้เกิดการเสพติดหรืออาการถอนยาที่รุนแรงเหมือนอย่างในสารโอปิออยด์

ต่างกับกระท่อมอย่างไร?

ต่างกับกระท่อมอย่างไร? – เยอร์บามาเต้ (yerba mate) คืออะไร แตกต่างจากพืชกระท่อมอย่างไรบ้าง

กระท่อมและเยอร์บามาเต้มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วมีความแตกต่างกันมาก กระท่อมมีสาร Mitragynine และ 7-hydroxymitragynine ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อตัวรับโอปิออยด์ ทำให้มีฤทธิ์ทั้งกระตุ้นและระงับประสาทโดยขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ กระท่อมจึงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการบรรเทาอาการปวดหรืออยากรู้สึกผ่อนคลาย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยง

กระท่อมมีคุณสมบัติคล้ายสารโอปิออยด์ ทำให้สามารถเกิดการเสพติด อาการถอนยา และการใช้ในทางที่ผิดคล้ายกับยาเสพติดอย่างมอร์ฟีน แม้ว่าบางคนจะโต้แย้งว่ากระท่อมอาจเป็นประโยชน์เมื่อใช้อย่างมีสติ แต่ผลข้างเคียงของการเสพติดกระท่อมนั้นร้ายแรงกว่ามาก อาจทำให้เกิดการหายใจผิดปกติ หวาดระแวงเห็นภาพหลอน และแขนขากระตุก

ในทางตรงกันข้าม เยอร์บามาเต้ไม่มีสารโอปิออยด์ แม้ปริมาณคาเฟอีนอาจทำให้เกิดการเสพติดเล็กน้อย แต่อาการถอนยาหรือผลข้างเคียงจากการบริโภคมากเกินไปก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง

สรุป

เยอร์บามาเต้เป็นแหล่งพลังงานตามธรรมชาติที่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่อการเสพติดเพียงเล็กน้อย ในทางกลับกัน กระท่อมอาจมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงรวมถึงโอกาสเสพติดสูงกว่าเพราะออกฤทธิ์ต่อตัวรับโอปิออยด์

เยอร์บามาเต้เสี่ยงมะเร็งรึเปล่า?

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาคุณสมบัติการต้านมะเร็งของเยอร์บามาเต้เนื่องจากมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าชาชนิดอื่นๆ เช่น ชาเขียว แต่ก็มีข้อกังวลหลัก 2 ข้อ ดังนี้

มะเร็งหลอดอาหาร

การดื่มเยอร์บามาเต้ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิสูงมากๆ (น้ำเดือด) อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารเช่นเดียวกับเครื่องดื่มร้อนอื่นๆ เช่น กาแฟหรือชา เพราะการดื่มของร้อนจัดเป็นระยะเวลานานจะสร้างความเสียหายต่อเยื่อบุหลอดอาหาร

PAHs: เยอร์บามาเต้แบบรมควัน vs. แบบอบแห้ง

เยอร์บามาเต้บางแบรนด์ใช้วิธีการทำให้แห้งด้วยการอบรมควันแบบดั้งเดิม (Barbacuá) ซึ่งอาจก่อให้เกิดสาร PAHs อันเป็นสารก่อมะเร็งที่พบได้ในอาหารรมควัน ปิ้งย่าง หรือยาสูบ PAHs นี้เกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับกระบวนการทำให้แห้งของผู้ผลิต ซึ่งอาหารจำนวนมากก็มักมีสารตัวนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ชัดว่าการผลิตเยอร์บามาเต้แบบ Barbacuá ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ดื่มอย่างไรให้ไม่เสี่ยงมะเร็ง?

  • ไม่ใช้น้ำร้อนจัด – สำหรับผู้ที่เลือกดื่มเยอร์บามาเต้แบบร้อน ควรเลี่ยงการใช้น้ำต้มเดือด โดยควรใช้น้ำร้อน 70-75 องศา หรือเลือกชงแบบเย็นที่เรียกว่า “เตเรเร่”
  • เลือกดื่มเยอร์บามาเต้แบบอบแห้ง – เลือกดื่มแบรนด์ที่ใช้กรรมวิธีการอบแห้งแทนการรมควันเพื่อลดปริมาณ PAHs เข้าสู่ร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ – หมั่นรับประทานผลไม้และผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยต่อต้านสารที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย

สรุป

เยอร์บามาเต้ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มทั่วๆ ไป แต่เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ช่วยให้พลังงาน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารที่จำเป็น เป็นเครื่องดื่มที่มีคุณประโยชน์มากมายหากดื่มควบคู่กับการใช้ชีวิตแบบ Healty เช่น การนอนหลับที่เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ

หากคุณเป็นคนชอบดื่มกาแฟหรือชาเขียวอยู่แล้ว ลองมาดื่มเยอร์บามาเต้จากร้านของเราดูได้ เพราะเยอร์บามาเต้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และมีสรรพคุณทางร่างกายอีกเพียบ!

หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพก่อนเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน รวมถึงเยอร์บามาเต้ การดื่มเยอร์บามาเต้มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว หรืออาการปวดมวนท้อง เพราะได้รับปริมาณคาเฟอีนเกินความจำเป็น เช่นเดียวกับเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอื่นๆ ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและยาที่กำลังรับประทานอยู่ เนื่องจากเยอร์บามาเต้อาจทำปฏิกิริยากับยาชนิดนั้นๆ